" sa-ma-ti "

"สมาธิ" บทปฏิบัติและความเกี่ยวเนื่อง

"สมาธิ" คือความเฉพาะตนที่น่าภาคภูมิใจของประชาชนชาวพุทธ หรือพุทธศาสนิกชน ดังเป็นที่ทราบ และยอมรับกันทั่วโลกว่า สมาธิที่แท้จริง ที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมานับพันปีนี้ มีต้นกำเนิดจากพระพุทธศาสนา และเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ทำให้ผู้คนในซีกโลกตะวันออก หรือ The Oriental World สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างมีความสุขบนความพอเพียงที่มีความพอดี ความพอใจของใจเป็นพื้นฐาน ท่ามกลางความผันผวนแปรปรวนของการเมืองโลก ที่เนื่องมาจากอำนาจ และอิทธิพลทางการทหาร การเทคโนโลยีของซีกโลกตะวันตก ที่โดยส่วนมากมักเป็นตัวการยังความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แก่วัฒนธรรมความเป็นอยู่ดั้งเดิม ของผู้คนในซีกโลกตะวันออก ที่จำเริญสืบเนื่องมานานกว่าสอง-สาม พันปี ด้วยวัฒนธรรม อารยธรรม ที่ว่าด้วยความเคารพ ความกตัญญูและความสุขที่ใจ ตลอดจนความเข้าใจในต้นเหตุแห่งความทุกข์ยาก การเวียนว่ายตายเกิด ตลอดจนที่มาของภัยธรรมชาตินานาประการว่า ทุกอย่างล้วนเกิดจากใจ ความสุข หรือ ทุกข์ภัย ทั้งหลายมีต้นกำเนิดจากการกระทำของตน ทั้งที่จำได้ จำไม่ได้ ทั้งที่เคยทำมาแล้วในอดีต ในปัจจุบัน

"สมาธิ" คือ กระบวนเพื่ออบรมบ่มใจให้ดำรงอยู่ในสภาวะอันสงบ สุกใส กว้างใหญ่ เบาสบาย เพื่อให้กลายเป็น ความงามของใจ ค่อยๆ ปฏิบัติ ค่อยๆ ทำกันไปวันละเล็กละน้อย เพราะใจคือสิ่งที่ถูกใช้สอยหนักที่สุดกว่าส่วนใดๆ ของร่างกาย การทำสมาธิจึงเป็นการ พักใจที่มักเหนื่อยล้ากว่าร่างกาย ให้กลับสดชื่นขึ้นได้ เพื่อชั่วโมงใหม่ เพื่อวันใหม่ที่ดีกว่า

"สมาธิ" จึงเป็นเรื่องจำเป็น เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เป็นกิจที่บรรพชนของเรา ถือเป็นความสำคัญที่ต้องปฏิบัติไม่ให้ขาดแม้สักวันเดียว เพราะสมาธิเป็นต้นเหตุของใจอันงาม และใจอันงามเป็นทางมาของบุญกุศล เป็นที่อยู่ของศิริมงคล ทำให้ผู้เป็นเจ้าของใจมีชีวิตที่ดีวันดีคืน สมาธิ จึงเป็นสิ่งพึงปฏิบัติสำหรับพุทธศาสนิกชน ตลอดจนบุคคลผู้ปรารถนาความงาม ความสำเร็จในชีวิต

" study good.."

หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนหนังสือ 6 ประการซึ่งมีผู้นำไปปฏิบัติแล้วได้ผลดีมีดังนี้

1. สะสม(Gradual) เรียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะสมวันละนิดไม่ใช่หักโหมก่อนสอบ
2. ทำซํ้า( Repetition) ทบทวน ท่อง และทำแบบฝึกหัดซํ้า ๆ
3. ย้ำรางวัล(Reinforcement) ควรให้รางวัลตัวเองเมื่อ ทำงานสำเร็จในแต่ละครั้งเพื่อให้ขยันขึ้น
4. ขยันคิด(Active Learning) จงใส่ใจคิดตามเสมออย่าฟังหรืออ่านไปเรื่อย ๆ
5. ฟิตปฏิบัติ(Practice) ต้องลงมือปฏิบัติให้เกิดความชำนาญไม่ใช่รู้แต่ทฤษฏีอย่างเดียว การลงมือปฏิบัติ จริงจะทำให้จำแม่นยำเกิดการถ่ายโยงความจำระยะสั้นให้เป็นระยะยาว
6. หาทางบังคับตัวเอง (Stimulus Control) โดยอาศัยการจัดสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเร่งและกระตุ้น

ข้อปฏิบัติตนของการเป็นผู้เรียนที่ดี

1. เวลาฟังอาจารย์สอนหรือเวลาอ่าน ต้องคิดตาม ถาม จด ตลอดเวลา ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไว้เพื่อคิดค้นคว้าหรือถามผู้รู้ต่อไป
2. หามุมที่ใช้เป็นที่ดูหนังสือหรือทำการบ้านที่จะทำให้มีประสิทธิภาพ
3. จัดเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เรียนมา หรืออ่านล่วงหน้าสิ่งที่จะเรียนต่อไป และถ้าปฏิบัติตามที่กำหนดได้ควรให้รางวัลตัวเอง เช่น ได้ขนม ได้เล่น ได้ฟังเพลง ดูทีวี ได้ออกกำลัง เป็นต้น ถ้าทำไม่ได้ตามกำหนดควรหาเวลาชดเชย
4. ท่องหนังสือกับเพื่อน อย่าหวงวิชา แบ่งปันความรู้อธิบายให้กันและกัน อย่าช่วยเหลือเพื่อนในทางที่ผิด เช่น ทุจริตเวลาสอบ หรือให้ลอกงานโดยไม่เข้าใจ
5. ฝึกศึกษาด้วยตนเอง มิใช่ต้องเรียนจากครูเพียงอย่างเดียว การศึกษาด้วยตนเองต้องใช้สมาธิมาก ต้องทำความเข้าใจจดสาระสำคัญต่าง ๆ ลงในโน้ตย่อ จดสิ่งที่ไม่เข้าใจไว้ค้นคว้าต่อไป

ทำอย่างไรเราจะจำดี

จากการศึกษาของนักจิตวิทยาเกี่ยวกับการจำการลืมของมนุษย์พบว่า คนเรามีอัตราการจำหรือลืมดังนี้

เมื่อเวลาผ่านไป หนึ่งวัน คนเราจะจำเรื่องราวที่ตนอ่านไปได้ประมาณ 50% และลดลงไปอีกครึ่งหนึ่งทุก ๆ 7 วัน จนในที่สุด จะนึกไม่ออกเลยเมื่อผ่านไป 21 วัน

ทางแก้การลืมความรู้ก็คือไปทบทวนทันทีที่เราเรียนในแต่ละ วันเพื่อมิให้เกิน 24 ชั่วโมง จากนั้นเราทิ้งช่วงไปทบทวนรวบยอดในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ เพื่อมิให้เกิน 7 วัน ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะทบทวนสิ่งที่เรียนมาทั้งสัปดาห์ เนื่องจากแต่ละวันความรู้จะพอกพูนขึ้นไปเรื่อย ๆ เราควรทำโน้ตย่อและทบทวนจากโน้ตย่อสาระสำคัญ จะช่วยให้เราเสียเวลาทบทวนน้อยลง.....

ผ.ศ.ดร.สมวงษ์ แปลงประสพโชค